ปฏิเสธไม่ได้ว่าการใช้งานรถยนต์ในยุคปัจจุบัน มีเทคโนโลยีมากมายถูกพัฒนาจากยุคอดีตจนกลายเป็นสิ่งที่ผู้ใช้รถเคยชินกันไปแล้ว อาทิ เกียร์อัตโนมัติ กระจกไฟฟ้า หรือกระทั่งระบบเซ็นเซอร์ถอยหลัง โดยเทคโนโลยีเหล่านี้ยังคงถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น น่าสนใจว่าในอีก 10-20 ปีข้างหน้า การใช้รถของคุณจะเปลี่ยนไปแค่ไหน หากมีเทคโนโลยีใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทั้งรถยนต์ และพฤติกรรมการใช้รถยนต์ของคุณ

เรารวบรวม 5 เทคโนโลยีที่จะเข้ามามีส่วนสำคัญกับรถยนต์ในอนาคตมาฝากกัน

Wi-Fi ประจำรถ

     ฟังดูอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะปัจจุบันมีค่ายอินเทอร์เน็ตมากมาย มีอุปกรณ์เสริมให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) แบบพกพาซึ่งสามารถนำไปใช้งานบนรถได้ รวมถึงรถยนต์รุ่นใหม่หลาย ๆ รุ่นในปัจจุบันก็มีออปชันเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้งหมด แต่นั่นคุณต้องทำการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกทั้งสิ้น

     ทว่าในยุคที่อินเทอร์เน็ตจำเป็นสำหรับทุก ๆ เรื่องในการใช้ชีวิต ในอนาคตรถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานทุกคันจะมี Wi-Fi ประจำรถ หรือ Hotspot ที่สามารถกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เสริมและสมาร์ทโฟนใด ๆ ทั้งนี้ในปัจจุบัน Audi คือยี่ห้อแรกที่มีการติดตั้ง Wi-Fi ประจำรถมาจากโรงงาน โดยวางขายครั้งแรกในปี 2011 ที่สหรัฐอเมริกา

เครื่องยนต์หายไป! แทนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า

     พูดถึงรถ สิ่งที่เราจะนึกถึงเป็นอันดับแรกคือ เครื่องยนต์ (Engine) แต่ในอนาคตไม่ต้องแปลกใจหากรถที่คุณซื้อมาจากโชว์รูมไม่มีเครื่องยนต์ติดมาด้วย เพราะมันจะถูกแทนที่ด้วย “มอเตอร์ไฟฟ้า” ซึ่งนั่นหมายความว่าระบบการทำงานของเครื่องยนต์ที่ต้องมีการเผาไหม้ด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงจะหมดไป

     โดยการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้านั้น จะนำพลังงานจากแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นพลังงานไฟฟ้า เปลี่ยนเป็นพลังงานกล ส่งไปผ่านเพลาขับ และล้อทั้ง 4 ล้อ เพื่อขับเคลื่อนรถของคุณ ซึ่งรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ หรือ EV (Electric Vehicle) ตามปกติแล้วจะมีแรงบิดมหาศาล โดยที่ไม่ต้องอาศัยการทดเกียร์ อันจะทำให้พฤติการกดคันเร่ง เพื่อลากรอบเครื่องยนต์สูง ๆ ก่อนเปลี่ยนเกียร์หมดไปโดยปริยาย

Health Monitor ระบบตรวจเช็กสุขภาพคนขับ

     แม้เทคโนโลยี Autopilot จะเริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในรถยนต์หลาย ๆ รุ่น แต่ฟันธงได้เลยว่าทุกคนที่ใช้รถย่อมอยากที่จะขับมันด้วยตัวเอง ฉะนั้น เทคโนโลยี Health Monitor หรือระบบเช็กสุขภาพคนขับ น่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญกับรถยนต์ในอนาคต ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

     ก่อนหน้านี้เราเคยได้ยินข่าวทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศที่คนขับวูบหลับจนเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตบนท้องถนนมาหลายต่อคลายครั้ง ซึ่งระบบ Health Monitor นี้จะมีเซ็นเซอร์ติดไว้ที่เบาะที่นั่งของคนขับ สามารถระบุอัตราการเต้นของหัวใจ จับความเคลื่อนไหวต่าง ๆ รวมถึงมีสัญญาณเตือนในกรณีร่างกายของคนขับหยุดนิ่งเป็นเวลานานผิดปกติขณะทำความเร็ว

Car to car communication รู้ชะตารถคันอื่น

     เซ็นเซอร์ตรวจจับระยะทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงระบบเตือนให้ระมัดระวังรถคันด้านหน้า เป็นออปชั่นอยู่ในรถยนต์ยุคปัจจุบัน แต่ในอนาคตมันจะก้าวไปอีกขั้นกับระบบ Car to car communication ซึ่งอาศัยหลักการเดียวกับการตรวจจับความหนาแน่นของการจราจรในโปรแกรม Google Map ที่หลายคนใช้นำทางในปัจจุบัน

     โดยระบบดังกล่าว เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับค่ายผู้ผลิตรถยนต์ มีเป้าหมายด้านความปลอดภัย ซึ่งจะสามารถเชื่อมต่อข้อมูลจากรถคันอื่น ๆ บนท้องถนนมาสู่รถของคุณ สามารถทำให้รู้ล่วงหน้าว่ารถข้างหน้าเบรกกะทันหัน รวมถึงมีวัตถุอะไรกีดขวางหรือไม่ และจะมีการสั่งการหรือสัญญาณเตือนมาที่รถของคุณ เพื่อให้เบรกของคุณทำงาน ซึ่งระบบนี้แม้มันจะมีการเตือนล่วงหน้าเพียงไม่กี่วินาที แต่นั่นก็อาจทำให้คุณปลอดภัยหรือผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

External Airbag ช่วยทั้งรถ คนใน และคนนอก

     ปัจจุบัน Airbag หรือถุงลมนิรภัย คืออุปกรณ์มาตรฐานของรถยนต์ทุกรุ่นที่ผลิตออกมาจากโรงงาน โดยมันจะทำงานเชื่อมกับระบบเบรก รวมถึงเข็มขัดนิรภัย ซึ่งมีเป้าหมายเดียวคือช่วยชีวิตคนที่อยู่ในรถให้ปลอดภัย แต่เทคโนโลยี Airbag แห่งอนาคตถูกคิดค้นมาเพื่อความปลอดภัยของทั้งตัวรถ คนที่โดยสารอยู่ในรถ รวมถึงคนที่อยู่นอกรถด้วย

     โดยเมอร์เซเดส ค่ายรถของเยอรมนี เป็นเจ้าแรกที่พัฒนาระบบถุงลมนิรภัยใต้ท้องรถ ที่สามารถช่วยลดความเร็วหรือเพิ่มแรงต้านทานขณะรถกำลังจะเกิดอุบัติเหตุเมื่อเหยียบเบรกกะทันหัน หลังจากก่อนหน้านี้ วอลโว่ ค่ายรถของสวีเดน เป็นบริษัทแรกที่เผยโฉมเทคโนโลยี External Airbag หรือแอร์แบ็คด้านนอกรถ ที่สามารถซึมซัมแรงกระแทกขณะการชน รวมถึงช่วยรักษาชีวิตหรือบรรเทาอาการบาดเจ็บของผู้ที่ถูกรถชนได้อีกด้วย

 

 

เครดิต www.sanook.com